นั่งฟังเพลง Rising Sun ของวงดงบังชินกิ วงเกาหลีที่ดังระเบิดระเบ้อสมัยที่เราเรียนมัธยมต้น
มันยังคงทำให้หัวใจเราเต้นแรงตรงจังหวะเริ่มอินโทร เพราะเชื่อมโยงอยู่กับเหตุการณ์สำคัญ คือ การเต้นเพลงนี้ในงานกีฬาสี
เป็นสิบสิบรอบที่เราซ้อมเพลงนี้กันกับเพื่อน เหงื่อซึมหน้าผากและแผ่นหลัง เอาจริงเอาจังพอๆ กับการเรียน
ณ เวลานั้นการเต้นเพลงเกาหลีเพิ่งเริ่มฮิต และยังไม่มีภาพลักษณ์ในทางลบมาปะปนในหมู่วัยรุ่น.. ไม่สิ มันคือความเท่ เท่อย่างเดียวเท่านั้นในสายตาพวกเรา
เรามองลีลาของนักร้องหนุ่มที่เคลื่อนไหวดุดันไปตามจังหวะเพลง นึกภาพซ้อนของตัวเองที่เต้นเก้ๆ กังๆ บนพื้นโรงยิมของโรงเรียน มันนานมากแล้ว และหลายคนนึกภาพกลับไปตอนนี้ก็คงขำ
สองปีก่อนหน้านั้น เราอยู่ ม. 1 รุ่นพี่กลุ่มใหญ่ชวนกันไปเต้นเปิดงานกีฬาสี โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนเล็กๆ นี่จึงไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ แต่เป็นอีกกิจกรรมที่มีร่วมกัน เรากับเพื่อนสนิทเข้าร่วมกลุ่มเต้นกับรุ่นพี่สาวๆ เขาเลือกเพลงมา ทำให้เราแทบหงาย
Lose My Breath ของ Destiny’s Child
องค์เอวโยกย้าย ย่อขา ปาดมือกับใบหน้า เห้ย! แล้วอย่างเรานี่ทำยังไง
โชคดี สุดท้ายรุ่นพี่จัดเราสองคนเข้าประเภทให้ไปเต้นรอบนอก ท่าอะไรก็ได้ที่อยากเต้น แล้วก็เข้ามาแจมบางจังหวะเหมือนเป็นการฟีตเจอริ่ง เนื่องจากตอนนั้นพวกเราเรียนเต้นฮิปฮอปที่สถาบันเล็กๆ (และเป็นติ่งเกาหลีสุดๆ) มันเหมือนเป็นโอกาสให้ได้งัดวิชามาใช้ พร้อมๆ กับที่รุ่นพี่อีกคนเข้ามาเต้นบีบอยด้วย กลายเป็นกรุ๊ป 3 คนโดยปริยาย
เราสอนท่าสเตปรวมกับเขา เขาสอนบีบอยอย่างง่ายๆ ให้กับเรา แลกเปลี่ยนสิ่งที่เรารู้และที่เรายังไม่รู้ ให้กำลังใจกันเมื่อเหนื่อยตามประสาคนทีมเดียวกัน ระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง เราจำได้ไม่ถนัด มันผ่านมาตั้งเกือบ 10 ปีแล้ว
ก่อนวันงานไม่กี่วัน บีบอยหนุ่มเกิดอุบัติเหตุขาหัก
เขายืนอยู่มุมสนามหญ้าวันที่เพลง Lose My Breath ดังขึ้น เราสองคนแค่ปรับช่องไฟเล็กน้อย ก็ได้ตำแหน่งที่เต้นสองคนได้พอดี และยังคงใช้ท่าที่พี่คนนั้นสอนในตอนจบ เต้นอย่างนั้นไปอย่างที่ฝึกซ้อม แม้จะไม่มีเขา
ตอนนั้น การเต้นไม่ได้ระบาดไปในหมู่วัยรุ่นมากขนาดนี้ (ราวปี 2548) เสียงตบมือจากระเบียงชั้นสองสามจึงเสียงดังเกรียวกราวพอให้ใจชื้น นานๆ ทีจะมีอะไรแปลกใหม่ในโรงเรียนให้ดู
เราหยิบหมวกจากพื้นสนามหญ้าที่หลุดออกไปตอนชี้ขาขึ้นฟ้า ปัดๆ เศษดินตรงหัวเข่า รู้สึกเขินเพราะมีหลายท่าที่เต้นผิดจังหวะหรือเดินชนกัน แต่โดยรวมแล้วพวกเราพอใจ… มันจบเสียที สิ่งที่ฝึกซ้อมกันมาหลายวัน
แต่ในบรรดาคนที่ชื่นชม เขากลับพูดถึงพวกเราว่า “เหมือนลิงสองตัวที่เต้นประหลาดๆ อยู่ในสนาม”
เอาจริง มองย้อนไปตอนนี้แล้วขำมาก เพราะมันคงเป็นอย่างนั้น
ถึงอย่างงั้น เหตุการณ์แบบนี้ก็มักย้อนกลับมาเสมอ เมื่อเราต้องเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ด้วยช่วงวัยของเรา และบางสิ่งที่อาจกระทำต่อกันให้ไม่พอใจและเราก็หลงลืมมันไปแล้ว เราจึงไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าเขาผิด
ความเป็นวัยรุ่นนั้นมักมีเรื่องเจ็บปวดในใจ อาจเป็นความเย่อหยิ่งระหว่างฝึกซ้อม อาจเป็นท่าเต้นเก้ๆ กังๆ ที่เขารับไม่ได้ มีเหตุผลมากมายที่คนจะพูดจาไม่ดีใส่กัน ทั้งๆ ที่ก็รักและชอบทำสิ่งเดียวกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน และจริงๆ ก็ไม่ได้ขัดขากันเองในทางใด
เราคงต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกบ่อยครั้งในชีวิต
ปีที่สอง ปีที่สาม เราก็ยังคงฝึกซ้อมเต้นเพลงใหม่ๆ ที่ทางค่ายเกาหลีปล่อยมา แต่หูของเราเริ่มกระด้าง มันฟังแต่เสียงเพลงจากลำโพง ยิ่งใครพูดอะไร เรายังต้องสะบัดแข้งสะบัดขาให้แข็งแรง ให้เขารู้ว่าเราจะไม่หยุด จนกว่าท่าที่เราตั้งใจจะทำให้ตรงจังหวะมันจะออกมาดี และทำซ้ำอยู่อย่างนั้น
มันไม่ได้ดีขึ้นหรือเลวลงหรอก …เราเลิกเต้นในที่สุด เมื่อเพื่อนไปเรียนต่อโรงเรียนอื่น
แต่เราเลิก “เฮิร์ท” เวลาที่ใครบอกว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ดียังไงบ้าง
อยากทำก็ทำ ถ้าทำแล้วไม่ดี ก็รอดูคนอื่นทำให้ดีกว่า แล้วค่อยเรียนรู้จากเขา
—
สุดท้าย งานอำลา ม. 6 เรายังไม่เลิกแก่ ออกมาเต้นกระด๊อกกระแด๊กด้วยเพลง Crazy ของ SE7EN
ไม่รู้หรอกว่าผู้คนตรงหน้าจะหัวเราะเยาะหรือชื่นชม รู้แต่ว่ามีโอกาสเต้นอยู่ตรงนี้แล้ว เราก็ทำเต็มที่ล่ะวะ
แก่กว่านี้ก็ไม่ได้ทำแล้วเนอะ