คำตอบต่อไปนี้คือคำตอบที่เราเตรียมไว้สำหรับงานเสวนา “เมื่อเรื่องเล่าเปลี่ยนภาษา… แต่ไม่เปลี่ยนหัวใจ” งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 จัดโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 โดยคำถามทั้งหมดมาจากทีมงาน แต่เนื่องจากเวลาบนเวทีมีจำกัดและวิทยากรมีหลายคน จึงไม่สามารถพูดได้ครบถ้วนตามประเด็นที่เตรียมไว้ เราก็เลยเอามาลงไว้ในบล็อกนี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านด้วย
1. เมื่อแต่ละท่านอ่านต้นฉบับเป็นครั้งแรก อะไรทำให้รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ควรเดินทางมาถึงผู้อ่านชาวไทย
อันที่จริงคนที่เลือกหนังสือเล่มนี้คือพี่แบงก์-ธนาคาร จันทิมา บรรณาธิการและผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์ เราร่วมงานกันมาตั้งแต่ทำหนังสือเรื่อง ซัม สี่สิบเรื่องเล่าหลังความตาย ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์ และเป็นจุดกำเนิดของไจไจบุ๊คส์ พี่แบงก์เองเป็นคนเลือกหนังสือเล่มนั้นมาแปล เขาตั้งประเด็นไว้ได้น่าสนใจว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับนรกมักสะท้อนเบื้องหลังความกลัว หรือความคาดหวังต่อผู้คนของแต่ละสังคม ซึ่งสะท้อนกลับมาว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างไร สิ่งใดที่ไม่ควรทำ นรกที่มีต้นงิ้ว กระทะทองแดง ทำให้เรากลัวอะไร กลัวการผิดผัวผิดเมีย เป็นต้น
ส่วนนรกในเล่มนี้คือถ้อยคำและพื้นที่ที่มีอย่างไม่จำกัด แต่ในขณะเดียวกันก็อาจไร้ความหมายจนกัดกินหัวใจ
วันที่พี่แบงก์นำหนังสือมาให้ลองอ่าน เขาเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย เกริ่นถึงนรกที่เป็นห้องสมุดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด แค่นั้นก็ตกเราได้แล้ว พอได้ลองอ่านจริงๆ ก็อ่านรวดเดียวจบ ไม่ใช่แค่เพราะมันสั้น แต่เพราะเนื้อเรื่องน่าติดตามและมีอารมณ์ขันกว่าที่คิด
2. สิ่งใดในต้นฉบับที่ท่านกังวลมากที่สุดว่าอาจสูญหายไประหว่างการแปล
อารมณ์ขันและความหมาย
เรื่องแรกคือ ความตลก ผู้เขียนเป็นนักวิชาการที่เล่าเรื่องออกมาได้ตลกแบบหน้าตาย เขาอาจจะบรรยายบางอย่างมานิ่งๆ ดูขึงขังจริงจัง แต่จริงๆ แล้วมันมีความตลกหรือจิกกัดแฝงอยู่ในนั้น และเราก็อยากจะเก็บความหมายและความตลกมาให้ได้ครบในภาษาไทย โดยไม่ไปบิดความหมายมากจนเกินควร
ส่วนเรื่องความหมาย เป็นเรื่องทางเทคนิค ผู้เขียนเขียนภาคผนวกสั้นๆ เพื่ออธิบายสมการซึ่งเป็นที่มาของพื้นที่ในนรก เขาอธิบายแบบรวบรัดมาก อ่านสามสี่รอบแล้วก็ไม่กระจ่าง เพราะเป็นประเด็นเรื่องคณิตศาสตร์ด้วย กลัวจะตีความผิด แปลผิด แม้จะไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องแต่ง ไม่ใช่งานวิชาการ แต่ถ้ามีคนจริงจังกับสูตรคำนวณ นำไปคำนวณตามก็อาจเข้าใจผิดได้ สุดท้ายเราก็เลยส่งอีเมลไปถามนักเขียนโดยตรง ซึ่งเขาก็น่ารักมากๆ ไม่ใช่แค่อธิบายประโยคที่สงสัย แต่ส่งมาเป็นเปเปอร์สูตรคำนวณทีละขั้นตอนอย่างละเอียด จนเราต้องขออนุญาตนำมาใส่ไว้ในหนังสือฉบับภาษาไทยนี้ด้วย กลายเป็นว่าส่วนเสริมคณิตศาสตร์ช่วยกระพือความน่าสะพรึงกลัวของนรกที่ไม่มีสิ้นสุดในทางกายภาพได้ชวนขนลุก เพราะสำหรับคนทั่วไป ตัวเลขก็เป็นส่วนนึงในการอธิบายความจริงเชิงประจักษ์ที่จับต้องได้
3. นรกในเรื่องนี้ไม่ใช่เปลวไฟ แต่เป็นหอสมุดขนาดมหึมาที่มนุษย์ต้องค้นหาหนังสือซึ่งบันทึกชีวิตของตนเอง นักแปลทำอย่างไรให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความเวิ้งว้าง ความซ้ำ และเวลาที่แทบไม่มีวันสิ้นสุด โดยไม่อธิบาย ความรู้สึกเหล่านั้นออกมาตรง ๆ
การทำให้ผู้อ่านรู้สึกเวิ้งว้าง เป็นสิ่งที่ผู้เขียนทำมาได้ดีตั้งแต่อยู่ในต้นฉบับแล้ว คือเขาใช้บรรยายให้เห็นภาพ บรรยายฉากที่คนสองคนที่ดันโผล่มานรกแบบงงๆ นั่งกินอาหารพลางคุยเล่นกันไปด้วยอยู่ตรงขอบราวกั้น จากนั้นคนหนึ่งที่กินน้ำผลไม้เสร็จก็โยนกระป๋องลงหลุมลึกกลางห้องสมุด เงี่ยหูรอฟังเสียงมันกระทบพื้น แต่ไม่มีเสียงนั้นสะท้อนกลับมา แค่นี้ก็รู้สึกโหวงเหวงวาบในใจขึ้นมาแล้ว นักแปลอย่างเราเพียงถ่ายทอดท่อนนั้นออกมาให้ชัดเจนที่สุด ตั้งคำถามว่าท่อนนี้ที่เขาเล่า เขาไม่ได้แค่เขียนเพื่อบอกว่าใครทำอะไร แต่เขาต้องการจะสื่อถึงความมหึมาไร้ก้นบึ้งของห้องสมุดนั้นด้วย เราจึงพยายามขับเน้นถ่ายทอดอารมณ์อึ้งทึ่งและสิ้นหวังของตัวละคร
หรือการที่ผู้เขียนบรรยายว่าห้องสมุดแห่งนี้มีหนังสืออยู่มากมายมหาศาล เป็นหนังสือที่อาจเขียนขึ้นมาได้ทุกเล่มบนโลกนี้ แปลว่ามันอาจเป็นหนังสือที่ไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้ เป็นแค่ตัวอักษรเรียงสลับกัน อ่านไม่เป็นถ้อยคำหรือแม้แต่วลี แต่เมื่อตัวละครของเราและชาวนรกห้องสมุดอยู่ในนั้นมานานมากๆ หลายอสงไขย แม้แต่ถ้อยคำที่ไร้สาระที่สุด อย่าง “กระสอบเลย” หรือ “กระป๋องย้อมหมาสู่แม่น้ำ” ก็กลับกลายเป็นวรรคทองล้ำค่าทางวรรณกรรม ถึงขั้นที่กลุ่มนักวิชาการในนรกมอบรางวัล “ถ้อยคำสำคัญยิ่งยวด” ให้
หน้าที่ของเราในฐานะนักแปล เมื่อแปลถ้อยคำเหล่านี้ จากที่ต้องแปลให้รู้เรื่องมาทั้งเรื่อง ก็ต้องแปลให้อ่านไม่รู้เรื่องตามต้นฉบับ เพราะนั่นคือความตั้งใจของผู้เขียน ที่จะทำให้เห็นว่าถ้อยคำที่อ่านไม่รู้เรื่องนั้นเป็นเหมือนขอนไม้ท่อนเดียวให้เราเกาะลอยคอ ท่ามกลางมหาสมุทรตัวอักษรที่ไร้ความหมายที่คอยจะดึงให้เราจมลงไปได้ทุกเมื่อ
นรก ในความหมายที่ไม่ร้อนไม่หนาว หากมองเงื่อนไขในนี้แล้ว อาจมองว่ามันไม่โหดร้าย อยากกินอะไรก็ได้กิน อุณหภูมิกำลังดี ใช้ชีวิตยังไงก็ได้ไม่ต้องกลัวตาย เพราะหากตายก็ลืมตาตื่นขึ้นมาใหม่แบบสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ แต่อาจเป็นนรกสำหรับคนที่ต้องการความหมายของการมีชีวิตนิรันดร์ ความเป็นอนันต์อาจทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่จำกัด เวลาที่มีจำกัดทำให้เราหวงแหนและเห็นคุณค่าของความรักที่ได้พบในช่วงเวลาแสนสั้นของชีวิตคนหนึ่งคน
ประเด็นเรื่องความซ้ำซากจำเจ ที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาให้ฟังดูน่าเบื่อ ทรมานไปกับตัวละคร แต่ก็ใช้วรรณศิลป์งดงาม จะทำอย่างไรให้เก็บอารมณ์ความรู้สึกและความงามเหล่านี้มาให้ได้มากที่สุด เป็นงานกลุ่มที่ทุกคนมีส่วนร่วม นักแปล บรรณาธิการ พิสูจน์อักษร ที่ทำงานร่วมกันมานาน และมีส่วนปรุงงานแปลนี้ออกมาให้กลมกล่อมที่สุด
4. ชื่อภาษาอังกฤษ “A Short Stay in Hell” มีความประชดอยู่ในคำว่า “Short” เพราะช่วงเวลาสั้น ๆ ในเรื่องอาจยาวนานเกินกว่ามนุษย์จะรับไหว เหตุใดฉบับภาษาไทยจึงเลือกชื่อ “พำนักในนรก” และการนำคำว่า “Short” ออกจากชื่อ ทำให้ความรู้สึกของหนังสือเปลี่ยนไปอย่างไร
การแปลชื่อหนังสือ หรืออาจรวมทั้งการตั้งชื่อหนังสือในภาษาไทย เป็นศิลปะที่ต้องพิจารณาหลายปัจจัย นอกจากว่าแปลตรงหรือไม่ตรง หรือเล่าเนื้อหาในเล่มได้ครบหรือไม่ครบ เพราะมีทั้งเรื่องการตลาด การออกแบบปก การสื่อสารผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ ฯลฯ เราเลยจะเห็นว่าหลายๆ ครั้งชื่อที่นักแปลแปลมา สุดท้ายก็อาจโดนปัดตกไปเมื่อผ่านกระบวนการบรรณาธิการ หรือฝ่ายขายส่ายหัวไม่เอา เพราะไม่น่าขายได้ ซึ่งตรงนี้ เราในฐานะนักแปลที่แปลงานให้สำนักพิมพ์อื่นด้วย ก็เคารพการตัดสินใจของทีมบรรณาธิการทุกแห่งมากๆ เพราะสุดท้ายหนังสือจะขายได้ไม่ได้ ชื่อหนังสือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่าที่เราคิด และคนที่รับเคราะห์เต็มๆ ถ้ามันขายไม่ได้ก็คือสำนักพิมพ์
กลับมาที่ พำนักในนรก ซึ่งเป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ตัวเอง อาจจะต่างกับกรณีอื่นตรงที่เรามีส่วนตัดสินใจร่วมกับบรรณาธิการเต็มที่
จริงๆ ตอนหนังสือออกมาใหม่ๆ ก็มีคนทักเรื่องนี้เหมือนกัน ว่า อ้าว ทำไมตัดคำนี้ไปล่ะ มันสำคัญมากนะ ควรจะแปลว่า การอยู่ในนรกเพียงช่วงเวลาสั้นๆ สิ ถึงจะได้อารมณ์ขันประชดประชันของผู้เขียนมาด้วย ซึ่งเราก็พยักหน้า ยอมรับว่าจริงเลย และขอให้เชื่อว่าชื่อใดๆ ที่ใครๆ เสนอกันมานั้น เป็นชื่อต่างเคยอยู่ในรายชื่อที่เราตั้งกันเอาไว้เป็นสิบๆ ชื่อ เหตุผลง่ายๆ คือ เพราะมันแปลตรงๆ เลยไง และมีบางชื่อที่เราตั้งแบบแหวกแนวสุดโต่ง ยียวนกวนประสาทไปเลย แต่มาคิดอีกทีก็ไม่กล้าพอ สุดท้ายชื่อเหล่านั้นไม่ได้เข้ารอบ เพราะหลายๆ เหตุผล
เราเลือกชื่อที่สื่อสารได้ชัดที่สุดในพื้นที่ที่จำกัด บอกใบ้ถึงระยะเวลาที่สั้นออกมาแล้วในเลือกสรรถ้อยคำว่า “พำนัก” มาใช้ ไม่ได้อิงอยู่แค่ว่าพจนานุกรมบอกไว้ว่าอย่างไร แต่นึกถึงความหมายที่คนใช้กัน และเล่นเสียงสัมผัสให้น่าสนใจพอที่คนจะหยิบอ่าน หรืออย่างน้อยก็ตั้งคำถามว่าเอ๊ะ ทำไมถึงใช้คำว่าพำนักกับที่ที่ไม่น่าอยู่อย่างนรกได้ล่ะ
สุดท้ายการตั้งชื่อหนังสือก็คือการเชื้อเชิญให้คนอ่านเริ่มตั้งคำถามกับหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ได้อ่านคำแรก คือคำที่อยู่บนหน้าปก แล้วก็ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเปลี่ยน พำนักในนรก เป็นชื่ออื่นที่ยาวกว่านี้ คนจะยังพูดถึงหนังสือเล่มนี้บ่อยๆ อย่างคล่องปากแบบนี้ไหม หรือปกที่ได้มาอาจมีหน้าตาที่แตกต่างออกไป ซึ่งจะดีหรือไม่ดี สุดท้ายก็เป็นเรื่องของรสนิยม บังเอิญว่ารสนิยมสำนักพิมพ์นี้เป็นแบบนี้
5. หากงานแปลอ่านเป็นภาษาไทยได้ลื่นจนแทบไม่รู้สึกว่าเป็นหนังสือแปล นั่นเป็นคำชมหรือเป็นสัญญาณว่าความแปลกของต้นฉบับอาจถูกลบออกไปแล้ว
เป็นคำถามยอดฮิตในทวิตเตอร์เลยทีเดียว
คิดว่าถ้าคำถามนี้ ตั้งใจให้ตอบว่าการแปลลื่นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ก็ต้องดูว่ามองจากมุมมองใคร นักวิชาการการแปล ครูอาจารย์ ผู้อ่านที่ซื้อหนังสือเรา หรือตัวสำนักพิมพ์
ถ้าให้ตอบผ่านมุมมองของคนทำสำนักพิมพ์ การแปลนั้นจะดีหรือไม่ดี ก็ต้องดูว่าจุดประสงค์ที่สำนักพิมพ์เลือกพิมพ์หนังสือเล่มนั้นออกมาคืออะไร ต้องการให้ความรู้ ถ่ายทอดวัฒนธรรม หรือทั้งหมดนั้นผสมกัน
อย่างเรา นอกจากแปลหนังสือวรรณกรรมให้สำนักพิมพ์ตัวเองแล้ว ยังแปลหนังสือให้สำนักพิมพ์อื่นๆ เลยมีโอกาสได้แปลทั้งเรื่องสั้น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญา ฯลฯ และทำงานกับบรรณาธิการที่ถนัดงานคนละแบบ เราจะเห็นเลยว่าส่วนที่แต่ละคนให้ความสำคัญนั้นแตกต่างกันไปตามประเภทของหนังสือ ถ้าเป็นหนังสือให้ความรู้ แน่นอนว่าก็ต้องแปลให้อ่านรู้เรื่องและไหลลื่น ไม่งั้นเนื้อหาที่ว่ายากในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะต้องแปลไทยเป็นไทยอีกที นักอ่านก็อาจไปต่อไม่ไหว แต่อาจมีศัพท์เฉพาะบางคำที่ถ้าแปลให้ลื่นเกินก็อาจทำให้คนอ่านแยกไม่ออกว่าคำนี้มีความหมายจำเพาะ ไม่ใช่แค่คำทั่วๆ ไปที่กวาดตาอ่านเอาความแล้วจบ การบัญญัติศัพท์นั้นอาจแปลกแปร่งในคราวแรก นักแปลที่เราชื่นชม คือเหล่าคนที่บัญญัติศัพท์ที่เป็นไอเดียใหม่เข้ามาในโลกการอ่านในภาษาไทยแล้วให้ความหมายที่ต้องยอมรับว่า เอ้อ ใช่เลย คำนี้แหละ
ส่วนวรรณกรรมแปล อันนี้ท้าทายมากๆ เพราะวิธีการเขียนในวรรณกรรมจากแต่ละภาษา ถ้าเราแปลเป็นไทยแบบเนียนกริ๊บแบบมีแต่กลิ่นน้ำพริกปลาทู แน่นอนว่าคนอ่านจะเข้าใจได้ไหลลื่น แต่เราก็ต้องแลกกับกลิ่นโชยุที่นักเขียนต้นทางเขาใส่มาแล้วมันโดนกลบ จะเห็นว่างานแปลบางเล่มของสำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์ เราประนีประนอมกับประเด็นนี้ อยากให้อ่านไหลลื่น แต่บางจังหวะก็อยากเก็บความไม่คุ้นเคยจากต่างวัฒนธรรมเอาไว้ในเล่มด้วย
และเราคิดว่าการเอามาตรวัดแบบใดแบบหนึ่งจากสองด้านนี้มาวัดว่าคนแปลคนนี้แปลดีไหม เป็นการตัดสินที่ไม่ช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์เท่าไหร่ การแปลไม่ควรมากับความกลัวผิดขนบ แต่คือการทำงานร่วมกันอย่างหนักของทั้งทีมจนได้ออกมาเป็นผลงานที่พวกเขาทุกคนจะภูมิใจที่สุด
6. มีคำหรือประโยคใดในหนังสือที่ทำให้แต่ละท่านหยุดอยู่นานที่สุดก่อนตัดสินใจแปล และสุดท้ายเลือกทางออกอย่างไร
ท่อน ความคาดหวัง และ ความหวัง หน้า 116 เป็นฉากท้ายๆ ที่ตัวละครพยายามตามหาคนรักที่พลัดหลงกันในห้องสมุดที่เหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด มีคำสำคัญที่ต้องแปลคือ Anticipation กับ Hope พอเห็นคำว่า anticipation แวบแรกก็นึกถึงคำว่า ความคาดหมาย การคาดคะเนไว้ว่าสิ่งสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้น เจือความตื่นเต้น ตั้งตารอ แต่พอเอามาใส่ในท่อนแปลทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อเล่นล้อกับคำว่า ความหวัง ความหมายทั้งหมดไม่ไปด้วยกันเท่าไร และอ่านแล้วก็ไม่เพราะด้วย อาจจะงง เลยเลือกที่จะใช้คำว่า ความคาดหวัง ซึ่งก็ดูจะพอเหมาะพอดีกับความหมายโดยรวม และอ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายกว่าใช้คำว่า ความคาดหมาย การคาดคะเน การตั้งตารอ
ท่อนนี้แปลออกมาว่า
ในฝันวันและคืนล่วงเลยผ่าน ผมจินตนาการภาพเรากลับมาพบกันอยู่หลายหน ภาพนั้นเล่นซ้ำในหัวครั้งแล้วครั้งเล่าจนสลักลึกลงในห้วงคำนึง ภาพการกลับมาเจอกันแทบเป็นสิ่งเดียวที่ผมนึกถึงอยู่ตลอด ความคาดหวังคือของขวัญ อาจไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นแล้ว ความคาดหวังก่อกำเนิดจากความหวัง ความคาดหวังคือความหวังในขั้นสุดยอด ทว่าหากสูญสิ้นความหวังไปเมื่อไหร่ สิ่งที่ตามมาคือความหมดอาลัยแบบไม่เหลือซาก
มันเป็นท่อนที่ผู้เขียนบรรยายไว้แหลมคมและงดงาม เลยไม่อยากให้ผู้อ่านต้องมาสะดุดกับความหมายของคำบางคำโดยไม่จำเป็น
7. เชิงอรรถช่วยพาผู้อ่านเข้าใกล้ต้นฉบับ หรือบางครั้งกลับดึงผู้อ่านออกจากโลกของเรื่อง
เราเรียนรู้อะไรมากมายจากเชิงอรรถ มันคือการที่ผู้แปลหรือบรรณาธิการโผล่มาในตัวบทเพื่อคุยกับเราผู้อ่าน แสดงความห่วงใยว่าเราอาจไม่เข้าใจท่อนนั้นได้ดีเท่าที่ควร ถ้าไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน
แต่ถ้าเป็นแนวทางที่ใช้อยู่ เราจะหลีกเลี่ยงการใส่เชิงอรรถกับสิ่งที่เป็นประเด็นยิบย่อย เช่น ชื่ออาหารท้องถิ่น ที่ไม่ได้นำไปสู่เส้นเรื่องหรือใจความสำคัญในท่อนต่อๆ ไป เพราะเชิงอรรถถ้ามากเกินไปก็อาจทำให้คนอ่านสะดุดบ่อยจนเสียจังหวะ และสับสนว่าสิ่งใดกันแน่ที่สำคัญ
8. นักแปลควรปรากฏตัวในงานมากน้อยเพียงใด ระหว่างการซ่อนตัวให้เสียงของผู้เขียนทำงานกับการยอมรับว่าทุกการเลือกคำมีเสียงของผู้แปลอยู่ด้วยเสมอ
ไม่ค่อยกล้าตอบคำถามว่าใคร “ควร” ทำอะไร
ขอตอบเฉพาะแนวทางที่ตัวเองใช้ทำงาน เราคิดว่าต่อให้อยากจะซ่อนและกลืนตัวเองเป็นน้ำเสียงของผู้เขียนหรือตัวละครนั้นๆ มากแค่ไหน สุดท้ายคลังคำ ความเคยชิน วรรณศิลป์ที่อยู่ในตัวเราก็อาจเผยให้เห็นว่าเราเป็นเรา มีตัวตนอยู่ตรงนั้นอยู่ดี แต่ว่าการโชว์ตัวแบบนั้น ไม่ใช่จุดประสงค์หลักในฐานะนักแปล เราแค่ทำงานตรงหน้า ถ่ายทอดสิ่งที่นักเขียนอยากสื่อสารออกมาให้ดีที่สุด โดยไม่ได้คิดว่าต้องฝากลายเซ็นของผู้แปลไว้ในนั้นด้วย ถ้าจะมีลายเซ็นอะไรฝากไว้ก็ขอให้เป็นคุณสมบัติที่ดีสำหรับผู้เขียนและผู้อ่านแล้วกัน
9. “หลังอ่านฉบับแปลจบ แต่ละท่านอยากให้ผู้อ่านชาวไทยนำคำถามใดออกไปจากหนังสือ มากกว่าการจดจำคำตอบที่หนังสือมอบให้”
ชอบตรงที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้คำตอบอะไร ผู้อ่านส่วนใหญ่ทำคอนเทนต์รีวิวเล่มนี้ว่า “อ่านแล้วเหม่อ” “เหวอไปเลย” ไม่ใช่ว่าอ่านไม่รู้เรื่องนะ กระแสตอบรับที่ดีมาก จากผู้อ่านและเหล่านักรีวิวหนังสือ มีการจัดบุ๊คคลับหลายๆ วง ได้ข่าวมาว่าบางวงคุยกันจนหมดเวลาแล้วก็ติดลม แยกเป็นวงย่อยๆ ต่อ ก็เพราะคำถามในใจที่เกิดจากหนังสือเล่มนี้
หนังสือทำงานกับใจคนอ่านได้ดีมากๆ แล้ว บางคนอาจคิดคำถามผุดขึ้นมาได้เป็นสิบ แต่ถ้าต้องตั้งคำถามสำเร็จรูปจากเล่มนี้ อาจเป็นคำถามที่ว่า หากมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ สิ่งสำคัญที่เรากอดไว้ในชีวิตที่แสนสั้นนี้ จะยังสำคัญอยู่หรือเปล่า ทั้งความรัก ศรัทธา ความเยาว์วัย ฯลฯ