เก็บตกจากวงคุย: หนังสือ รถด่วนขบวนปรัชญา

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปคุยกับบรรณาธิการทั้งสอง คิน-ภาคิน นิมมานนรวงศ์ และพี่เมษ์-ณัฏฐพรรณ เรืองศิรินุสรณ์ (บรรณาธิการสำนักพิมพ์ bookscape) ที่ช่วยกันตรวจสอบแก้ไขหนังสือรถด่วนขบวนปรัชญา (The Socrates Express) ที่เราแปลเมื่อปลายปี 2021 และผ่านขั้นตอนการตรวจทานแก้ไข จนได้ตีพิมพ์เมื่อเดือน มี.ค. 2023

ด้วยความที่หนังสือมันดีอยู่แล้ว พวกเราเลยอยากให้ผู้อ่านได้ไปอ่านเองเต็มๆ มากกว่า และพี่เมษ์ก็บรีฟมาว่าคอนเซปต์ของรายการ ‘ปิดเล่มคุย’ คือคุยกันสบายๆ เราเลยเตรียมเนื้อหาไปพูดไม่มาก (และไม่ได้พูดถึงเนื้อหาหนังสือแบบลงรายละเอียด) บรรยากาศการคุยเลยสนุกสนานเหมือนบุ๊คคลับที่เราไม่ได้ไปร่วมนาน คำถามจากสำนักพิมพ์ก็น่าสนใจ และคำตอบของคินก็ทำให้เราอดยิ้มชื่นชมไม่ได้

ดีใจมากๆ ที่ได้คุยกับเพื่อนร่วมวงการที่ปลื้มมานาน และยังได้ทำงานแปลเล่มแรกให้สำนักพิมพ์ที่ไฟแรงสุดๆ ออกหนังสือเยอะโหดทุกปี

ไหนๆ ก็เตรียมเนื้อหาไว้แล้ว ก็เลยขอเก็บคำตอบของตัวเองมาแชร์ตรงนี้ด้วยเลย :)

กดเพื่อเพิ่มหนังสือลงใน goodreads

The Socrates Express: In Search of Life Lessons from Dead Philosophers

1. อยากให้ทั้งสองคนแชร์ความรู้สึกหลังได้อ่านหนังสือเล่มนี้หน่อย

เป็นปรัชญาที่มากับรสชาติที่ชอบ ผู้เขียนทำความเข้าใจปรัชญาในฐานะคนทั่วไปที่มีคำถามในชีวิต ไม่ใช่นักวิชาการ เนื้อหาก็เลยเบาสบาย แต่ยังมีมุมชวนคิด ทำให้เราเพลินไปกับการเดินทางทั้งทางกายและทางความคิดของผู้เขียน เขาไปเจออะไรมาบ้าง เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วคิดอะไรขึ้นมาบ้าง มีมุกตลกแซวตัวเองบ้างประปราย

อ่านจบแล้วก็คิดขึ้นมาว่า โอเค ลองออกไปใช้ชีวิตธรรมดาๆ ของเราโดยมีเพื่อนร่วมคิดเป็นนักปรัชญาทั้ง 14 คนนี้ดู

2. เวลาพูดถึงปรัชญา หลายคนอาจจะแขยงเพราะฟังดูเข้าใจยาก นามธรรม ต้องคิดเยอะ หนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือปรัชญาเล่มอื่นๆ อย่างไร มีจุดเด่นตรงไหนที่อยากชวนให้คนลองอ่าน

หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนหนังสือท่องเที่ยวที่สอดแทรกเรื่องปรัชญา ในแต่ละบท ผู้เขียนจะพาเราเที่ยวดูสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักปรัชญาแต่ละคน ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนเวลาคนเราอยากไปเที่ยวตามรอยซีรีส์เกาหลีสักเรื่อง

เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้คือ นักเขียนเป็นนักข่าวมาก่อน และเล่าเรื่องแบบคนสามัญที่อยากนำปรัชญามาใช้ทำความเข้าใจชีวิตตัวเองและปรับใช้ในชีวิตจริงๆ อย่างที่เขาได้เท้าความว่าเดิมทีปรัชญาก็คือหยูกยาทางใจแบบหนึ่ง ไม่ได้เป็นแค่อะไรที่ชวนปวดหัวอย่างเดียว ในเมื่อไม่ได้เขียนมาเพื่อให้คนที่รู้ปรัชญาแบบเข้มข้น แต่เอามาพินิจชีวิต เราก็น่าจะเรียกว่าเป็นหนังสือฮาวทูแบบไม่เขิน

หนังสือเล่มนี้ยังเป็นหนังสือปรัชญาที่แมสด้วย! เล่มนี้ขายดีมากๆ ที่เกาหลี ได้ที่หนึ่งเบสเซลเลอร์ในเคียวโบมุนโกหลายสัปดาห์ แสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เนื้อหาที่เข้าถึงยากเลย

ในทางกลับกัน คนที่อ่านหนังสือปรัชญาสายแข็งมาแล้วก็อาจจะมองว่าเป็นการอ่านบทเรียนปรัชญา 101 บวกหนังสือท่องเที่ยว จะไปคาดหวังให้มันเข้มข้น ลึกถึงแก่นความคิด หรืออภิปรายปรัชญาของนักคิดแต่ละคนอย่างละเอียดไม่ได้ แต่ลองชิมดูได้ว่าคนที่เขาเล่าปรัชญาแบบพยายามเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากเขาเล่าเรื่องอย่างไร 

3. ตอนแปลเล่มนี้ มีความท้าทายตรงไหนหรือมีส่วนไหนที่จดจำเป็นพิเศษบ้าง

แปลเล่มนี้เสร็จไปสักปลายปี 2021 อาจจะจำรายละเอียดเฉพาะเจาะจงไม่ได้ ถ้าถามทางบรรณาธิการอาจจะจำได้ละเอียดกว่า

แต่รวมๆ แล้ว ความท้าทายของเล่มนี้คือ แปลยังไงไม่ให้มันยาก ถ่ายทอดออกมาแล้วยังมีน้ำเสียงของปรัชญาที่เป็นมิตรและรักษาอารมณ์ขันของผู้เขียนเอาไว้ เพราะถ้าเราแปลออกมาใช้คำยากหรือประโยคซับซ้อนเกินไป ก็อาจจะไปทำลายความตั้งใจดั้งเดิมของผู้เขียนที่อยากให้เล่มนี้เป็นหนังสือที่ทำให้ปรัชญาเข้าถึงง่าย อ่านแล้วไม่ปวดหัว คิดให้สนุก ไม่ใช่คิดให้เป็นภาระสมอง

สิ่งที่คิดว่ายากอีกอย่างก็คือ บางประโยคถ้าเราอ่านแบบไม่รู้บริบท ไม่มีพื้นในทางปรัชญามาก่อนเราก็อาจจะเสี่ยงแปลผิดได้ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขอบคุณภาคินที่ช่วยดูให้อย่างละเอียดมาก คอมเมนต์อะไรมาก็รู้สึกว้าว ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม สมแล้วที่เขาเป็นครู เป็นคนที่อยากให้เป็นบรรณาธิการให้ต่อไปเรื่อยๆ เลย ถ้าเป็นไปได้ 55

4. เล่มนี้พาเราไปสำรวจแนวคิดของนักปรัชญาผ่านกิจกรรมธรรมดาสามัญในชีวิต ทั้งสองคนชอบบทไหนเป็นพิเศษบ้าง เพราะอะไร

ชอบบท รับมืออย่างเอพิคเททุส ที่ว่าด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนได้ แต่ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ บทนี้เป็นเรื่องราวตอนทื่ผู้เขียนไปเข้าค่ายสโตอิก เขาเข้าไปพร้อมความสงสัยใคร่รู้ และบอกว่าปรัชญาแบบสโตอิกเป็นปรัชญาของคนช่วงวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เรียกว่าตอนปลายของชีวิตก็อาจจะได้ ไม่ใช่ปรัชญาที่ดึงดูดวัยรุ่นหรือวัยกลางคน

ในบทนี้เราจะเห็นความอึดอัดไม่เข้าใจของผู้เขียนที่มีต่อสถานการณ์รอบตัวในค่ายและแนวคิดแบบสโตอิก แต่ก็ยังอยากจะเข้าใจปรัชญาที่ว่านี้ ด้วยการถกถาม ชอบบทสนทนาที่คนในค่ายคุยกันว่าพวกเขาเข้าใจแนวคิดนี้ว่าอย่างไร มันเลยเป็นคำอธิบายฉบับง่ายๆ ที่ฟังแล้วลองนำไปคิดตามได้ ส่วนจะคล้อยตามไหมก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

ชอบประเด็นว่าด้วยการยกปฏิกิริยาเป็นอารมณ์ อันนี้อาจจะเรียกว่าเป็นฮาวทูก็ได้ อ่านแล้วลองจินตนาการว่าเอพิคเททุสอยู่ตรงนั้น ช่วยให้เราลงทบทวนสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เราควบคุมไม่ได้และทำให้เราหัวเสีย มองดูว่าเราจำเป็นต้องหงุดหงิดไปกับมันจริงๆ ไหม

เรื่องส่วนใหญ่ในชีวิตอยู่เหนือการควบคุมของเรา แต่เราบงการได้เฉพาะส่วนสำคัญที่สุด อย่างความคิดเห็นของเรา แรงขับในตัวเรา ความปรารถนาของเรา และความรังเกียจเดียดฉันท์ ซึ่งก็คือชีวิตในส่วนของจิตใจและอารมณ์ เราต่างมีพละกำลังของเฮอร์คิวลิสซึ่งเป็นพลังของยอดมนุษย์ แต่มันเป็นพลังที่ใช้สำหรับควบคุมบงการโลกภายในของเรา ชาวสโตอิกบอกว่าจงทำเช่นนั้น แล้วคุณจะ “ไม่มีทางพ่ายแพ้”

รถด่วนขบวนปรัชญา

5. เคยได้หยิบบทเรียนชีวิตจากนักปรัชญาในเล่มไปใช้จริงไหม ถ้ามีช่วยเล่าให้ฟังหน่อย

ไม่แน่ใจว่าไปถึงจุดที่นำมาใช้จริงไหม แต่การได้อ่านและแปลเล่มนี้ตอนที่ชีวิตเจอกับความไม่แน่นอนเมื่อมาอยู่ต่างประเทศและยังมีงานที่ไม่มั่นคง อะไรๆ ตอนนั้นมันก็สั่นคลอนและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเราไปหมด 

พอได้แปลหนังสือเล่มนี้ เนื้อหาในเล่มก็ช่วยปลอบประโลมใจและมองชีวิตในแบบที่เบาสบายขึ้น เราได้มองว่า เออนะ ชีวิตที่มีความหมายไม่ได้เท่ากับชีวิตที่กังวลและคิดเล็กคิดน้อยไปทุกเรื่อง แต่คือการกล้าเดินออกไปเจอประสบการณ์ชีวิตแบบอื่นๆ และกล้าเดินออกมาเฉยๆ เมื่อเราพบว่าไม่ได้อยากใช้เวลาไปกับมันนานกว่านี้ 

เรียกว่าหนังสือเล่มนี้มีพลังงานแบบนั้น มันอาจจะไม่เหมือนหนังสือฮาวทูจัดบ้านที่อ่านปุ๊บก็ถกแขนเสื้อไปรื้อตู้ทันที แต่ถ้อยคำในนี้ช่วยรื้อความยุ่งเหยิงในหัวเราออกมาวางได้ประมาณหนึ่ง

6. ในเล่มมีหลายประโยคคมๆ ที่โควตได้ อยากให้ยกตัวอย่างประโยคที่ชอบหน่อยว่าชอบประโยคไหน เพราะอะไร (อาจจะเกริ่นบริบทในเนื้อหาส่วนนั้นด้วย เผื่อคนที่ยังไม่อ่านจะได้ตามทัน)

คงเป็นท่อนนี้ที่ว่าด้วยแนวคิดการเกิดซ้ำเป็นนิรันดร์ของนีทเชอ

แนวคิดการเกิดซ้ำเป็นนิรันดร์ปลดเปลื้องภาพมายาของเรา ทำให้เห็นว่าความสำเร็จทั้งหลายที่ผ่านมาเป็นแค่เรื่องโกหก … เราต่างเป็นซิซิฟัส คนงุ่มง่ามน่าสงสารในตำนานกรีกที่โดนเทพเจ้าสาปให้เข็นหินขึ้นภูเขาเพียงเพื่อจะมองเห็นมองกลิ้งหล่นลงมาอีกครั้ง เป็นอย่างนั้นตลอดกาล ….“ความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร” ผมรู้ว่านีทเชอจะตอบคำถามนี้ว่าอะไร เขาจะตอบว่ามันหน้าตาเหมือนการยอมรับชะตาชีวิตของตัวเองอย่างสุดหัวใจ มันหน้าตาเหมือนความสุขของซิซิฟัส

รถด่วนขบวนปรัชญา

7. เล่มนี้มีความเปรียบว่าปรัชญาเหมือนสิ่งนั้นสิ่งนี้เยอะ ถ้าให้ลองเปรียบเล่นๆ คิดว่าปรัชญาเหมือนอะไร เพราะอะไร

น่าจะเหมือนท้องฟ้า มันดูห่างไกลและสูงขึ้นไปในอวกาศ แต่ในวันที่เราสับสนและเหนื่อย เราก็อยากเงยหน้ามองดูมัน เพื่อขอสัญญาณหรือพลังงานในการใช้ชีวิตต่อไป สัญญาณเหล่านั้นไม่ได้ชัดเจนและต้องการการตีความจากความเข้าใจของตัวเราเอง มันอาจจะเป็นเมฆรูปทรงแปลกๆ สีฟ้าอ่อนจาง พระจันทร์ยิ้ม หรือดาวเทียมก็ได้ อีกอย่างก็คือ มองฟ้าแล้วมันทำให้ตัวเองรวมทั้งปัญหาของเราดูเล็กลง

8. มีประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนยกมาไว้ในเล่ม นั่นคือ “ไม่ช้าก็เร็ว ชีวิตจะทำให้เราทุกคนกลายเป็นนักปรัชญา” ทั้งสองคนเห็นด้วยไหม ปรัชญาสำคัญกับชีวิตอย่างไร

นักเขียนเขาพูดไว้ในคลิปสัมภาษณ์ว่า ปรัชญา หรือ Philosophy มันคือ Love of wisdom (ซึ่งมันคือปัญญา ไม่ใช่ความรู้ด้วย) เพียงแค่รักที่จะแสวงหาปัญญา ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นการบรรลุหรือไปถึงปัญญาในท้ายที่สุด เท่านั้นเราก็น่าจะเรียกว่าเป็นนักปรัชญาคนหนึ่งได้แล้ว

พูดแบบนี้ก็อาจจะให้คนที่เป็นนักปรัชญาสายแข็งขมวดคิ้วได้ แต่เรามองว่า การที่คนคนหนึ่งใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เจออะไรที่ทำให้ต้องมานั่งตั้งคำถามว่าเราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ในชีวิตไปทำไม ชีวิตคืออะไร ความรักคืออะไร มิตรภาพคือะไร การทำงานคืออะไร ซึ่งมันไม่ได้หาคำตอบได้ด้วยการหาความรู้เพิ่มเท่านั้น แค่คือการแสวงหาปัญญาที่จะมาตอบว่าข้อมูลที่ล้นเหลือในโลกนี้มีความหมายอย่างไรต่อตัวเราเอง และเราต้องทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต การถามย้อนทางไปเรื่อยๆ จากคำถามตั้งต้นพื้นๆ เกี่ยวกับกิจกรรมแสนสามัญในชีวิตแบบนี้แหละ สุดท้ายแล้วจะเริ่มลงลึกไปถึงความเป็นนามธรรมของชีวิต ซึ่งนั่นก็คือการกระทำทางปรัชญาแบบหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่ากิจกรรมนี้คือปรัชญาในตัวมันเองแล้ว

ใส่ความเห็น

เว็บนี้ใช้ Akismet เพื่อลดสแปม. เรียนรู้ว่าข้อมูลแสดงความเห็นของคุณถูกประมวลผลอย่างไร.