ซัมวันสักวัน

“แล้วเราได้อะไรจากการทำงานสัมภาษณ์บ้างไหมล่ะ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะงานเขียนนะ”

เขาถามประมาณนี้

เรานิ่งคิด ได้สิ มันได้แน่ แค่เราไม่สามารถระบุเป็นบุลเล็ตพ้อยท์ได้ทันที เพราะดูจะสำเร็จรูปไปหน่อย

เราเดินมาถึงจุดที่อันตราย จุดที่เริ่มจะอยากมีตัวตน แต่ละเลยการทุ่มเท หรือไม่ก็ทุ่มเทจนเหนื่อยระดับหนึ่งแล้วไม่เห็นผลทันตา เขาว่ากันว่าเด็กรุ่นใหม่/เด็กสมัยนี้มีนิสัยอย่างที่ว่า ทำนิดหน่อย พอไม่เห็นผลก็ถอยหนี ไม่อดทน

เราทำสิ่งที่เป็นเนื้อหา สิ่งที่เราคิดว่าเราควรสร้าง ทำมาได้ระยะหนึ่ง แม้ไม่มีใครเห็นตัว แต่อย่างน้อยเราเป็นพยานให้กับผลงานที่ผลิตออกมา ตอนนั้นเราก็คิดว่าพอแล้ว ซึ่งจริงๆ มันก็พอนะ ชื่นใจ เห่ออยู่พักใหญ่ แต่นั่นแหละ อย่างที่เกริ่นว่าพอเราเดินมาถึงจุดที่อันตราย งานที่ทำแล้วไม่ทำให้ใครเห็นตัวเราก็กลายเป็นวัตถุแทงใจ เรามองงานเหล่านั้นด้วยสายตาตั้งคำถาม ที่ผ่านมา ทำไปทำไมวะ..  หรือเราควรเอาเวลาไปเข้าสังคม ดื่มเหล้าหลายๆ วง แล้วทำเครือข่ายไว้พีอาร์ตัวเอง

“ได้อะไรจากการทำงานสัมภาษณ์บ้างไหม” เสียงผู้ผ่านราตรีมานานกว่าถามขึ้นอีกในจินตนาการ สกัดขาก่อนคิดอะไรเสียดสีผู้อื่น

ครั้งหนึ่ง เราเคยสัมภาษณ์พี่ตุ๊กตา รุ่นพี่คณะที่เป็นนักร้อง เขาเล่าให้ฟังว่าตัวเองเริ่มทำงานที่เกี่ยวกับการร้องเพลง เล่นเอ็มวี โดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะได้ค่าตอบแทนในรูปแบบไหน เพราะเป็นการลองและเรียนรู้ ทำไปเยอะซะด้วย แน่นอน สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เธอดังตู้มต้าม แต่มันก็สะสมผ่านเวลา

แต่ ณ วินาทีที่รอยยิ้มน่ารักและเสียงหวานๆ ไปอยู่ในรายการที่คนติดตามกันทั้งบ้านทั้งเมือง ก็แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น เป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของเวลาทั้งหมดที่ทำงานมา ผลงานเก่าๆ ก็ได้รับการปัดฝุ่น เอามาชื่นชมใหม่ โถ่ พวกนั้นมันไม่ใช่สิ่งทำให้คนหมู่มากรู้จักเราขึ้นมาทันทีหรอก แต่มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคนคนนี้ผ่านอะไรมานานพอ และไม่ผิว คนที่หลงรักจากรอยยิ้มแรกก็ยิ่งรักเข้าไปอีก

แล้วถ้ากรณีคนที่ไม่ดัง แต่นั่งทำงานเงียบๆ ไม่สนใจใครล่ะ

คงจะหาคนแบบนั้นยากหน่อย เพราะถ้าไม่ได้เป็น somebody ในทางใดทางหนึ่ง เราก็แทบไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์คนแบบนั้น เพราะว่าคนอย่างนั้นคง “ไม่ขาย” ในสื่อกระแสหลัก (แบบที่กอง บ.ก. จะถามว่า ใครวะ เออ ช่างเหอะ) เราจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นตัวอย่างที่ทำงานเงียบๆ รักงานที่ทำแบบไม่แคร์เวิร์ล

แต่มันก็มีนะ เราเพิ่งเจอเขาเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้

เรากลับไปดูบล็อกเก่าของตัวเอง เกิดย้อนไปที่ปี 2550 หรือ 8 ปีที่แล้ว งานเขียนในนั้นแทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นงานเขียน แต่เราเห็นความพยายามของเด็กคนหนึ่งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งจะต้องเขียนหนังสือให้ดี อย่างน้อยก็ดีพอที่จะไปตีพิมพ์ในนิตยสารสักเล่ม

เขาตั้งคำถามอะไรแบบที่เราถามไหม คำถามประเภท ทำไมไม่มีใครพูดถึงเราเลย ทำไมมีคนไลค์น้อยจัง

เราว่าไม่

หนึ่ง เพราะสมัยนั้นเขายังไม่เล่นเฟซบุ๊ค

สอง เพราะสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาคงเป็น ประโยคคำถามประเภท อืม… เขียนยังไงให้มีสัมผัสสระพยัญชนะในหนึ่งประโยคโดยไม่ดูเสร่อนะ ทำยังไงให้จังหวะการอ่านมันไหลลื่นขึ้น เขียนอย่างนี้จะถูกมองว่าลอกความคิดนักเขียนอื่นมาหรือเปล่า คำนี้มันสะกดอย่างนี้รึเปล่าวะ ฯลฯ

เราอ่านงานของเขา มันไม่ดีหรอก ออกจะกระท่อนกระแท่น ไม่มีตอนเปิดหรือตอนจบ ไม่มีข้อมูลจากการลงพื้นที่ด้วยซ้ำ และถ้าเขียนแบบนั้นต่อไป บางครั้งก็โลกสวยแบบไม่มีที่มาที่ไป อยากจะคมก็คมตัดจบซะงั้น นิตยสารที่ไหนก็ไม่มีทางเอาไปลง

แต่เขาก็ยังเขียนเขียนเขียนเขียนอยู่อย่างนั้น เขียนหลังเลิกเรียนเกือบทุกวัน เขียนตั้งแต่เรื่องต้นไม้ที่เริ่มไร้ใบในฤดูหนาวข้างสนามบาส เขียนอาลัยถึงคนรักสมัย ม.ต้น เขียนบ่นบรรยากาศน่าเบื่อๆ ในโรงเรียนตัวเอง แม้จะรู้ว่าอาจจะไม่มีคนอ่านเลยด้วยซ้ำ

เออ บางทีเราอาจจะต้องหาเวลาไปสัมภาษณ์คนแบบนั้นให้มากขึ้นก็ได้ คนแบบคุณนิ่งที่อยู่แค่ในมุมหนึ่งของตัวเอง

1 คิดบน “ซัมวันสักวัน

ใส่ความเห็น

เว็บนี้ใช้ Akismet เพื่อลดสแปม. เรียนรู้ว่าข้อมูลแสดงความเห็นของคุณถูกประมวลผลอย่างไร.